จับตามาตรการบังคับลงทะเบียน OTT กระทบอะไรคนทำเพจอย่างเราบ้าง

1-KMno-0Cf03ymr7n55TB_Ag.jpeg

จะเริ่มกำกับดูแลจากแฟนเพจ ที่มีผู้ติดตาม 1 ล้านคนขึ้นไป โดยให้เข้ามายืนยันตนว่าเป็นเจ้าของเพจ และให้ข้อมูลติดต่อกับกสทช.

หลังจากที่มีความเคลื่อนไหวว่า กสทช. จะบีบให้แพลตฟอร์มดัง เฟซบุ๊ก–ยูทูป มาลงทะเบียนเป็นผู้ให้บริการแพร่ภาพและเสียงผ่านอินเตอร์เน็ต (OTT) และลามไปถึงแอดมินเพจและเจ้าของ channel YouTube ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากอีกด้วย

สาเหตุที่ กสทช. เริ่มให้ความสนใจแพลตฟอร์มที่เผยแพร่ภาพและเสียงผ่านออนไลน์ เนื่องจากในปัจจุบันแพลตฟอร์มเหล่านี้มีความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกลายมาเป็นส่วนสำคัญในการรับสารของประชาชน แต่ยังไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. การขึ้นทะเบียนดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนการนำเอาแพลตฟอร์ม และเจ้าของช่องต่างๆ ในสื่อใหม่เหล่านี้ เข้ามาขึ้นทะเบียนอยู่ในระบบ เพื่อให้สามารถตามตัวและกำกับดูแลได้

แต่ผู้แทนของ Facebook และ YouTube ต่างยังสงวนท่าทีและปฏิเสธที่จะไปลงทะเบียนตามนัด โดยอ้างว่าพรบ.ที่จะนำมาใช้ควบคุมยังไม่มีการเปิดเผยร่างหรือประกาศใช้เป็นสาธารณะ ทำให้เกิดความไม่พอใจจากกลุ่มผู้กำกับดูแล ที่ประกาศจะใช้มาตรการที่เด็ดขาดมากขึ้น อาทิ การให้เจ้าของเพจและ channel ต้องมาลงทะเบียน หรือการลงโทษธุรกิจที่สนับสนุนเพจและ channel เหล่านี้ด้วยการลงโฆษณา เป็นต้น

1-fiMi8oLSO6tOvtnPqbqt1Q.jpeg

ผลกระทบกับแอดมินเพจ

คำถามที่คนทำเพจหลายๆ คนยังสงสัยคือ แล้วเราจะได้รับผลกระทบอะไรบ้างจากมาตรการนี้ จะโดนบังคับไปลงทะเบียนกับเขาด้วยหรือไม่ ซึ่งวันนี้พิมเพลินได้เรียบเรียงข้อมูล ตามที่ ดร. นที ศุกลรัตน์ ประธาน กสทช. ท่านเคยได้ชี้แจงมาเผยแพร่ดังนี้ค่ะ

  1. จะเริ่มกำกับดูแลจากแฟนเพจ ที่มีผู้ติดตาม 1 ล้านคนขึ้นไป โดยให้เข้ามายืนยันตนว่าเป็นเจ้าของเพจ และให้ข้อมูลติดต่อกับกสทช.
  2. สำหรับแฟนเพจที่เล็กกว่านี้ ยังไม่มีบทบังคับ
  3. ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าสู่ระบบ
  4. จะยังไม่มีการควบคุมเนื้อหาในเบื้องต้น นอกจากให้ไม่มีสิ่งผิดกฎหมายเท่านั้น

พิมเพลินมองว่าร้านค้าส่วนใหญ่น่าจะไม่เข้าข่ายที่ถูกจับตา เพราะมียอดไลค์ไม่ถึง 1 ล้าน และมีลักษณะทำธุรกิจเป็นหลัก ไม่เน้นการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารค่ะ

ผลกระทบกับการลงโฆษณา

อีกบทลงโทษที่ กสทช. ขู่ว่าจะนำมาใช้คือห้ามไม่ให้ธุรกิจลงโฆษณากับแพลตฟอร์มเหล่านี้ หากลงโฆษณาจะมีการปรับ ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบกับพวกเราอยู่ไม่น้อย เพราะร้านค้าส่วนใหญ่ยังคงอาศัยการโฆษณากับ Facebook Ads และ YouTube

แต่ยังไม่ต้องตกใจไปค่ะเพราะระหว่างนี้ยักษ์ใหญ่จากอเมริกาทั้งสองเว็บ กับองค์การกำกับดูแลของไทย ยังคงประลองเชิงกันอยู่ แล้วทั้งสองขั้วก็มีแบ็คใหญ่ด้วยกันทั้งนั้น น่าจะมีความกระจ่างชัดปรากฏขึ้นในเร็ววันค่ะ

logo page365 on blog content.png

ระบบจัดการร้านค้าโซเชียลครบวงจร ที่ได้รับความไว้วางใจจากร้านค้าออนไลน์ มากที่สุดในประเทศไทย